แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าปี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าปี่ แสดงบทความทั้งหมด

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๑/๓ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจายร์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๑/๓
โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)


          เตียวหุย นั้นเมื่ออยู่รักษาเมืองชีจิ๋ว ขณะที่ทัพทั้งสองของเล่าปี่ และอ้วนสุดกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ก็ให้ตันเต๋งว่าราชการฝ่ายพลเรือน ส่วนตนเองอยู่กับฝ่ายทหาร

อาจารย์แอน,www.sana-anong.com,ajarn ann team
สามก๊ก: เตียวหุย
ภาพจากอินเตอร์เน็ต


อยู่มาวันหนึ่งเกิดนึกสบายใจ ชวนเหล่าทหารเสพย์สุรา แล้วยังกำชับว่า วันนี้วันเดียวนะ สืบไปเบื้องหน้าห้ามเด็ดขาด
มีทหารอยู่คนหนึ่ง ไม่ยอมดื่มสุรา บอกว่า ได้สาบานไว้แล้วว่าจะไม่ดื่ม แต่เตียวหุย ก็บังคับจนได้ ดื่มไปได้ยี่สิบจอกก็หยุด เตียวหุยนั้นไม่ยอม โจป้าจึงเริ่มแข็งขืน จนเตียวหุยโกรธ ให้เอาตัวไปโบย ๑๐๐ ที
ถึงตอนนี้ ตันเต๋งเห็นว่า ชักจะวุ่นวายใหญ่ ก็เท้าความว่า เล่าปี่สั่งไว้ว่าอย่างไร ซึ่งเตียวหุยเมาแล้วก็มิได้ฟัง อ้างว่า ฝ่ายพลเรือนอย่าก้าวก่ายฝ่ายทหาร ฝ่ายโจป้าอ้อนวอนว่า “ขอให้เห็นแก่หน้าลูกเขย อย่าเฆี่ยนตีเลย”
เตียวหุยถามไถ่ได้ความว่าโจป้าผู้นี้ คือพ่อตาของลิโป้ นั่นเอง ทีนี้ก็เข้าทาง เพราะแทนที่จะบรรเทาเบาบางลง เตียวหุยยิ่งโกรธแค้นไปอีก เพราะตนเกลียดชังลิโป้ คิดจะฆ่าลิโป้อยู่แล้ว เป็นอันว่า โจป้า ถูกเฆี่ยนปางตาย แม้ขุนนางอื่นๆ จะพากันขอร้องก็ตาม
โจป้ากลับถึงบ้าน คิดแค้นเตียวหุยเป็นอันมาก จึงรีบแต่งหนังสือถึงลิโป้ ที่เมืองเสียวพ่าย เป็นใจความว่า
“บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองลำหยง เตียวหุย เสพย์สุราแล้วมาตีเรา แล้วว่ากล่าวหยาบช้ากระทบมาถึงลิโป้ด้วย ขอให้คุมทหารยกมาตีเมืองชีจิ๋วในเวลากลางคืนวันนี้เห็นจะได้โดยง่าย ด้วยเตียวหุยกำลังเมาสุราอยู่
เป็นอันว่า เวลายามสามในคืนนั้นเอง โจป้าก็เปิดประตูเมืองให้ลิโป้ และทหารเพียง ๕๐๐ คน ยกเข้าเมืองได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ เตียวหุยยังเมาสุราอยู่ รู้ตัวว่าสู้มิได้ จึงคุมทหารคนสนิท ๑๘ คน ทิ้งครอบครัวเล่าปี่หนีอออกจากประตูเมืองไป
โจป้ายังแค้นอยู่ก็นำทหาร ๑๐๐ คน ออกตามแต่ในที่สุดก็ตกม้าตายเพราะสู้ทวนเตียวหุยไม่ได้ ส่วนครอบครัวของเล่าปี่ ลิโป้มิได้ทำอันตราย
เตียวหุย เมื่อหนีเอาตัวรอด ก็ไปพบกับเล่าปี่ที่เมืองอุไถ เล่าความให้ฟังทุกประการ ทหารทั้งปวงก็ห่วงครอบครัวตนทุกคน กวนอูโกรธเตียวหุยเป็นที่สุด ได้แต่ว่าต่างๆ นานา เตียวหุยฟังความแล้วชักกระบี่จะเชือดคอตาย แต่เล่าปี่ห้ามไว้ แล้วว่า
“คำโบราณกล่าวไว้ว่า ธรรมดาภรรยาอุปมาเหมือนอย่างเสื้อผ้า ขาดแลหายแล้วก็จะหาได้ พี่น้องเหมือนแขนซ้ายขวา ขาดแล้วยากที่จะต่อได้
เป็นอันว่า ต่างก็ร้องไห้ เป็นพี่เป็นน้องกันต่อไป เป็นข้าพเจ้าผู้เป็นสตรีก็จะเลิกคบเล่าปี่ตอนนี้แหละ ไม่ต้องร้องไห้ทีหลังเหมือนซุนฮูหยิน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่เป็นไร จงติดตามอ่านต่อไป



เมื่ออ้วนสุดรู้ว่า ลิโป้เข้าเมืองชีจิ๋วได้ ก็มีหนังสือไปให้สินบนลิโป้ ให้ตีกระหนาบกองทัพเล่าปี่ เล่าปี่สู้ไม่ได้ หนีไปอยู่เมืองกองเหลง ลิโป้ทวงของกำนัลจากอ้วนสุด อ้วนสุดจึงว่า ท่านยังมิได้ตัวเล่าปี่ ได้เมื่อไรแล้วค่อยทำตามสัญญา ลิโป้โกรธมาก จึงเตรียมจะไปรบกับอ้วนสุด



ยุ่งกันใหญ่แล้วตอนนี้
บุคคลผู้ไม่รักษาคำพูด คือ มีดาว ๔ อยู่เรือน ๙ จากลัคนา และสัมพันธ์กับดาว ๘


การที่ลิโป้จะหันหัวหอกไปรบกับอ้วนสุดนั้น ตันก๋งที่ปรึกษาไม่เห็นด้วย เพราะว่า กองทัพของอ้วนสุด นั้นเข้มแข็งยิ่ง ควรจะผูกมิตรกับเล่าปี่ดีกว่า ลิโป้ก็เห็นด้วย


เมื่อเล่าปี่รับหนังสือจากลิโป้ มีกวนอูนี่แหละบอกว่า คำพูดที่ไพเราะ แต่หาความจริงใจไม่ได้ เพราะลิโป้เป็นคนไม่มีสัตย์ ไม่ควรคบอีกต่อไป แต่เล่าปี่มองการณ์ไกล คิดเป็นมิตรกับลิโป้ ประกอบกับได้ทราบว่า ครอบครัวตนเองนั้น ลิโป้ดูแลเป็นอย่างดี ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งนางกำฮูหยิน และบีฮูหยิน



เมื่อลิโป้อ้างว่า รักษาเมืองไว้ให้เล่าปี่ เล่าปี่จึงว่าเมื่อท่านรักษาไว้แล้ว ก็เชิญท่านอยู่ให้เป็นสุขเถิด ข้าพเจ้าจะกลับไปอยู่เมืองเสียวพ่ายแทน



เป็นอันว่า เล่าปี่และลิโป้ก็อยู่กันปรกติโดยแลกเมืองกันอยู่ มิได้แหนงกัน

ตอนนี้สอนให้รู้ว่า “ถอยหนึ่งก้าว จะเห็นโลกกว้างขึ้น” คงจะได้ข้อคิดกันไม่มากก็น้อยนะคะ
อ่านบทความสามก๊กย้อนหลัง เชิญอ่านได้ที่

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๑/๒ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๑/๒

โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)


          เมื่อโจโฉทราบความแล้ว ก็ต้องปรึกษาซุนฮกว่า เมื่อการเป็นดังนี้ จะทำอย่างไรต่อไป ซุนฮกจึงว่า
“ข้าพเจ้าจะขอคิดกลอุบายอีกข้อหนึ่ง เรียกว่า “เสือกลืนหมี” โจโฉถามว่า “เสือกลืนหมีนั้นทำประการใด”

ซุนฮก จึงเล่าแจ้งแถลงไขว่า
“อันน้ำใจของลิโป้นั้นมิซื่อต่อผู้ใด ให้ท่านแต่งคนไปบอกอ้วนสุด เจ้าเมืองลำหยงว่า เล่าปี่มีหนังสือถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ขอไปตีเมืองลำหยง ถ้าอ้วนสุดได้ยินดังนี้ ก็จะมีความโกรธ เห็นจะยกทหารชิงมารบกับเมืองเล่าปี่ก่อน เมื่อทั้งสองฝ่ายรบกัน ถ้าผู้ใดเพลี่ยงพล้ำ ลิโป้ก็จะซ้ำเป็นมั่นคง แล้วท่านค่อยคิดการต่อไป”
โจโฉ เห็นชอบกับแผนนี้ทันที รีบดำเนินการเป็นสองทางคือ ทางหนึ่ง ให้คนถือกระแสรับสั่งไปยังเมืองชีจิ๋ว ให้เล่าปี่ ไปตีเมืองลำหยงของอ้วนสุด อ้างว่าไม่อ่อนน้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทางหนึ่งก็ให้คนไปแจ้งทางอ้วนสุดที่เมืองลำหยง
อ้วนสุดพอรู้เหตุ ก็โกรธ จึงว่า “เล่าปี่นั้นชาติอ้ายทอเสื่อขาย บัดนี้ได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว คิดการกำเริบจะล่วงมาตีเอาเมืองเรา เราจะนิ่งให้มันมาเหยียบถึงแดนเราใย” จึงให้กิเหลงทหารเอกเป็นแม่ทัพคุมทหารสิบหมื่น ยกไปตีเมืองชีจิ๋ว ตามแผนของซุนฮกทุกประการ
ในสามก๊ก เรื่องที่น่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นประวัติดั้งเดิม ตั้งแต่ “ไอ้ลูกสามพ่อ” จนถึง “ ชาติอ้ายทอเสื่อ” แล้วก็มาถึง “ท่านนี้หรือชื่อล๊กเจ็ก เมื่อน้อยลักส้มไปให้มารดา” ซึ่งจะได้ยินกันอีกหลายครั้งในเรื่องการชักประวัติ ในภายภาคหน้า เห็นได้ว่า คนจีน ต้องรู้ประวัติ เพื่อรู้แนวทางของการกระทำ และวิธีคิดต่อไป
สำคัญนะคะ จะรู้จักใครต้องดูแนวทางของเขาในอดีตด้วย อย่างลิโป้ นี่รู้กันทั่วว่า นิสัยมักทรยศเนรคุณ
เล่าปี่นั้น ความจริงก็รู้ทัน โจโฉ อยู่ แต่ว่าเป็นกระแสรับสั่ง จึงต้องทำไปตามนั้น ซุนเขียนที่ปรึกษาบอกว่า ให้จัดแจงทหารซึ่งมีสติปัญญาไว้อยู่รักษาเมือง ซึ่งเล่าปี่ก็เห็นชอบด้วย



ใครที่คิดจะเป็นตัวเอกหรือตัวละครที่สำคัญในเรื่องสามก๊ก ต้องเป็นผู้มีสติปัญญา ใครอ่านสามก๊กไม่เข้าใจ เขาก็อาจจะกล่าวหาว่าเรานั้น “หาสติปัญญามิได้”



กวนอู เข้าใจดี ถึงความมีสติปัญญาของตน จึงอาสาอยู่รักษาเมือง เล่าปี่จึงว่า “เจ้าเป็นที่ปรึกษาเรา ซึ่งจะอยู่รักษาเมืองนั้นมิได้
เตียวหุย จึงอาสา เล่าปี่จึงว่า
“ตัวเจ้ามักเสพย์สุรา แล้วโบยตีทหาร ประการหนึ่งก็เป็นคนใจร้าย มิได้ฟังผู้ใดห้ามปราบ จะไว้ใจให้อยู่รักษาเมืองมิได้”
เตียวหุยจึงว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้าจะไม่เสพย์สุราเลย ถ้าจะทำการสิ่งใด จะปรึกษาหารือผู้มีสติปัญญาก่อนจึงจะทำ แม้นผู้ใดห้ามปรามจะฟังคำ”
บิต๊ก จึงว่า “เกรงอยู่แต่จะไม่เหมือนถ้อยคำท่าน”
เตียวหุย ก็โกรธ ตอบว่า “เราตั้งใจทำการด้วยเล่าปี่มาหลายปีแล้ว ท่านจะมาว่าเรานั้นมิควร” เล่าปี่จึงรีบห้าม แล้วบอกว่า
“เจ้าจะอยู่รักษาเมืองนั้นเราไม่ไว้ใจ แต่ได้ให้สัญญาแล้วจะอยู่ก็ตามเถิด แต่เอาตันเต๋งไว้เป็นที่ปรึกษาด้วย จะได้ตักเตือนห้ามปรามอย่าให้เสพย์สุรานัก ราชการบ้านเมืองจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์”

เตียวหุย กับตันเต๋งก็รับคำเล่าปี่เป็นอันนี้ ซึ่งผู้อ่านสามก๊กทั้งหลายเป็นผู้มีสติปัญญา ก็เดาได้ว่า ต้องเกิดเรื่องแน่นอน

บุคคลที่หาสติปัญญามิได้ ในดวงชาตา ดาว ๕ และ ดาว ๔ จะไม่ถึงกัน ดาว ๕ มักอยู่ในราศีธาตุลม แสดงเหตุถึงความคิด เอาความสบายใจของตัวเป็นหลัก ชอบตามใจตนเอง ยิ่งมีดาว ๘ มีกำลัง คือ เป็นมหาจักร เป็นอุจจ์ เป็นเกษตร มีกำลังมากกว่าดาว ๕ มักเดินทางผิด ทำอะไรขาดจังหวะ ขาดการอันควรและขาดกาลเทศะ


เมืองชีจิ๋ว ก็มีทำเลแปลก นำภัยมาสู่เจ้าเมืองเกือบทุกคน ตั้งแต่ โตเกี๋ยม เล่าปี่ ลิโป้ และท้ายสุด เตียวหุยนี่แหละ
อ่านบทความสามก๊กย้อนหลัง เชิญอ่านได้ที่

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๕ โดย อาจารย์แอน

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๕ (ภาพจูล่ง)
โดย อาจารย์แอน

          ย้อนมาถึงสามพี่น้องตระกูลจาง อนาคตสั้น คือคิดการใหญ่เกินกำลังวาสนาของตน ทำให้เสียชีวิตในปีนี้สามคนรวด

ทีนี้เรามาย้อนดูดวงดาว เมื่อแรกเริ่มก่อการ คือ เป็นช่วงตรุษจีน และช่วงนั้น ดาว ๑ ต้องโคจรเป็นวินาศของดาว ๕ คือประมาณ วันที่ ๑๕ มีนาคม ถึง ๑๕ เมษายน ทำให้ดวงดาวคู่มิตรคู่นี้ ไม่ส่งผลถึงกันมีความหมายว่าจะขาดวาสนาและการอุปถัมภ์ค้ำจุน

ส่วนดาว ๗ ที่เป็นอุจจ์ อยู่ในตำแหน่งเข้มแข็งแต่อยู่ในตำแหน่งโดดเดี่ยวและอยู่ในราศีของชมพูทวีปที่มักจะเป็นไปตามสภาพแวดล้อม

กลุ่มชาวนาและกรรมกร จะเป็นกลุ่มที่ขาดการศึกษา บางครั้งไร้ระเบียบ จึงไม่อาจครองใจคนทั้งหมดได้

เห็นไหมเริ่มถูกฤดูกาลแต่ก็ผิดจังหวะของดวงดาว แสดงว่า การใช้วงจร ห้าธาตุ แปดทิศ สี่ฤดูกาล ต้องรู้จังหวะของดวงดาวด้วย

จางเจี่ยวป่วยตายเดือน ๘ คือช่วงที่ดาว ๑ เป็นนิจ อยู่ในตำแหน่งที่เสื่อมที่สุด

จางเหลียงถูกฆ่าตายในเดือน ๑๐ ช่วงนั้น ดาว ๑ อยู่ในเรือนของดาว ๗ ซึ่งหมายถึงอันตราย เพราะอยู่ในเรือนของดาวที่มีกำลังเหนือกว่า

จางเป่า น้องคนสุดท้องถูกฆ่าตาย เดือน ๑๑ ช่วงที่ดาว ๑ เป็นประ

เมื่อสามพี่น้องทำตัวเป็นดาว ๑ ดาวแห่งกษัตริย์และไม่มีวาสนาบารมีค้ำจุน แต่ไปทำการที่เกินตัวจึงต้องโค่นลงเมื่อดาว ๑ ตามจักรราศีโคจรเข้าสู่ที่เสื่อมนั่นเอง

จึงเป็นอุทาหรณ์สั้นๆ ง่ายๆ ว่า อย่าทำอะไรที่เกินวาสนาบารมีของตน แม้จะมีจังหวะดาวส่งผลก็ตาม เพราะดาวที่ส่งผลนั้น อาจเป็นดาวบาปเคราะห์ ที่เป็นภาพลวงตา หรือแม้แต่มีความรู้ตามตำราที่สามพี่น้องได้มา ซึ่งเชื่อว่าคือ ตำรายันต์แปดทิศ ถ้าใช้ไม่ถูกไม่เป็น ก็หายนะได้

และถ้าพื้นชาตาเดิมของเราไม่มีดาวศุภเคราะห์ที่มีกำลังเข้มแข็งจริงๆ นั่นหมายถึงบารมีเราไม่มี ก็อาจเป็นอันตรายต่อตนเอง และผู้อื่นได้เช่นกัน

ถึงแม้แกนนำทั้งสามคนตายติดต่อกัน แต่ขบวนการโจรโพกผ้าเหลืองยังดำเนินสืบต่อ ยุคนี้ประชาชนที่ร่วมด้วย ได้เปลี่ยนแซ่เดิมเป็นแซ่จางกันเป็นจำนวนมาก และยังคงนิยมเรื่องการปลุกเสกคาถาอาคม ลงเลขสักยันต์เพื่อป้องกันอันตรายจากการสู้รบ

ในขณะเดียวกัน ระบบราชการที่ขันทีเป็นผู้สร้าง คือปิดบังความดีความชอบ ถือเอาสินบาทคาดสินบน ทำให้คนดีเกิดความท้อแท้ในวงราชการ พากันลาออกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งโจโฉ เล่าปี่ กวนอูและเตียวหุย

โจโฉลาออก เพราะถูกย้ายไปเป็นเจ้าเมืองตงจวิน ที่เป็นเมืองเล็กๆ

เล่าปี่ ก็ทิ้งตำแหน่งผู้บังคับการอำเภออานสี่ เพราะไม่พอใจผู้ตรวจราชการที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมมาข่มขู่ สามพี่น้องรุมตีผู้ตรวจราชการแล้วจำต้องหนีก่อน เพราะตอนปราบโจร ผลงานก็ไม่ปรากฏ ไม่มีใครช่วยทูลเบื้องสูง

หวงฝูซงปราบกบฏมีผลงาน แต่ไม่ได้รับความดีความชอบ ถูกขันทีใส่ร้ายป้ายสีจนถูกลดอำนาจการคุมทหาร จึงต้องลาออก

การจลาจลก็ลุกลามไปเรื่อยๆ ถึงขนาดสังหารเจ้าเมืองหนานหยาง มณฑลจิงโจว หรือเมืองเก็งจิ๋วนั่นเอง

ในตอนนี้ มีมังกรน้อยก่อกำเนิด

ซุนเกี๋ยนซึ่งเป็นขุนศึกคนหนึ่งมีผลงานการรบที่โดดเด่นในภาคใต้ เริ่มมีสมัครพรรคพวกสะสมอิทธิพล เขาออกรบโดยพาลูกชายอีกสี่คนออกสนามรบด้วย เพื่อสอนลูกให้มีประสบการณ์ในการศึกสงคราม

ซุนเกี๋ยน มีฝีมือในการปราบกบฏจนมีชื่อเสียงโด่งดังในแคว้นเก็งจิ๋ว และได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองฉางซา ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองเอก ของมณฑลเหอหนาน และกินอาณาเขตไปถึงเก็งจิ๋วด้วย

เมื่อโจรโพกผ้าเหลืองไม่ได้ลดน้อยลง แต่ดูเหมือนจะมากขึ้น ขุนนางทั้งหลายที่ดีๆ ก็ต้องกลับเข้ารับราชการอีก

ในปี พ.ศ. ๗๓๐ กองซุนจ้าน เพื่อนรักของเล่าปี่ รับราชการได้เป็นเจ้ากรมทหารม้า

ในปี ๗๓๑ มีการปฏิรูปการปกครอง ให้ผู้ตรวจราชการมณฑลมีอำนาจมากขึ้น ควบคุมได้ทั้งทางทหารและพลเรือน เปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่ ดำเนินการปรากบฏ แต่ก็ไม่เป็นผลให้กบฏลดน้อยลง

โจโฉ กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ตอนนี้ โจโฉอายุ ๓๔ ปี และอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายพลหยวนเส้า ซึ่งก็คือ อ้วนเสี้ยวนั่นเอง

เล่าปี่กลับเข้ารับราชการ ได้รับตำแหน่งปลัดอำเภอเซี่ยพี้ เมื่ออายุย่าง ๒๘ ปี สังกัด กองซุนจ้าน

กองซุนจ้านผู้นี้ ชอบใส่ชุดขาวเป็นชีวิตจิตใจ ยุคนี้กองซุนจ้านมีบารมีมาก เขาสวมชุดขาว ขี่ม้าขาว จึงถูกเรียกว่า “อัศวินม้าขาว” ดูท่าจะหล่อ แต่หลอกว้านจงไม่ได้ให้เป็นพระเอก เป็นแค่คนส่งให้เล่าปี่ดัง
อาจารย์แอน,ษณอนงค์,โหราศาสตร์,ฮวงจุ้ย, เก็งจิ๋ว,กองซุนจ้าน,ajarn ann team
สามก๊ก

 
กองซุนจ้านมีทหารยอดฝีมือ ซึ่งส่วนมากก็สวมใส่ชุดขาวเช่นกัน และมีอยู่หนึ่งคนเป็นทหารเอกที่เป็นยอดฝีมือ นามว่า “จ้าวจื่อหลง หรือ จ้าวหยุน” ซึ่งที่เรารู้จักกันดี คือ จูล่ง

เล่าปี่ รู้จักจูล่ง ตอนนี้แหละค่ะ

หวงฝูซง ก็ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการเช่นเดียวกัน เพราะทางการต้องระดมขุนศึกยอดฝีมือให้มากที่สุด เพื่อกอบกู้สถานการณ์อันเลวร้ายของบ้านเมือง


ในที่สุดขบถโจรโพกผ้าเหลืองก็ราบคาบ ถูกปราบปรามเรียบร้อย แต่ความทุกข์ยากของประชาชนก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๓ โดยอ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๓ 

มาดูดวงดาวแบบของไทยๆ บ้าง

          ปีนั้นดาว ๕ เป็นราชาโชค เห็นได้ชัดว่า จางเจี่ยว ชูสีเหลืองเป็นหลัก รับราชาโชค คือความร่วมมือของคนทั้งแผ่นดิน คนที่จะได้รับอานิสงส์ของดาว ๕ เต็มๆ ต้องเป็นคนที่ปฏิบัติตนในแนวของดาว ๕ มาจริงๆ ก่อนหน้านี้ และเมื่อดาว ๕ มีอำนาจแล้ว เจ้าตัวทำให้ดาว ๕ เด่น โดยนำสัญลักษณ์มาใช้ให้เกิดความโดดเด่นสะดุดตา นี่เป็นหลักของการใช้สีแบบพิชัยสงครามที่เราได้ร่ำเรียนกัน


และที่น่าแปลกคือ สีเหลือง เป็นสีธาตุทอง ทิศสวรรค์ ช่างสอดคล้องกันจริงๆ ทั้งไทยจีน
ขอรับรองว่า ว่ากันไปตามหลักวิชา มิได้เขียนไปเรื่อยอย่างมั่วๆ จ้ะ

ดาว ๗ เป็นอุจจ์ เล็งดาว ๕ อยู่ในตำแหน่งคู่พระคู่โจร มีอำนาจทั้งสองดวง มีผลถึงความเดือดร้อนและเป็นปฏิปักษ์ต่อบ้านเมือง

ดาว ๖ และดาว ๘ อยู่กลางฟ้าของดาว ๕ ที่ราศีมังกร แสดงถึงความลุ่มหลงงมงายในวิชาไสยศาสตร์ ดาว ๐ เจ้าแห่งราศีกุมภ์ ซึ่งไปสถิตอยู่ในเรือนวินาศของดาว ๕ ราศีมีน

การพยากรณ์อย่างนี้ ใช้ดาว ๕ เป็นลัคนา คือ ตัวแทนแห่งปี เป็นหลักพยากรณ์นั่นเอง

แล้วให้ดาว ๙ ตัวเพิ่มเรื่องให้แรงขึ้นอยู่ราศีกรกฏ

ดังนั้น ดาว ๖ ๘ และดาว ๙ ที่อยู่ตำแหน่งเบียนดาว ๕ จึงเป็นจุดสำคัญ บอกว่าจะเกิดกบฏต่อรัฐบาลโดยใช้สีเหลืองเป็นสำคัญ

ดาว ๕ ที่ถูกเบียนด้วยดาว ๘ และดาว ๙ ทำให้ผิดเพี้ยนจากความดี เป็นเรื่องของความงมงายไป

เตียวก๊กหรือจางเจี่ยวผู้นี้ จึงสามารถก่อกำเนิดซ่องสุมผู้คน โดยใช้ผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ ภายใต้นักษัตรเช่นนี้เอง


ขบวนการโพกผ้าเหลือง จัดกองกำลังออกเป็น ๓๖ เขต แต่ละเขตคุมพลพรรคไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เขตที่เล็กที่สุด ก็ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน


หม่าหยวนยี่ หัวหน้าเขตใหญ่คนหนึ่งมีขันทีใหญ่สองคนหนุนหลัง จึงคิดกำเริบเสิบสาน คบคิดกันบุกราชสำนักในวันที่ ๕ เดือน ๓ ของจีน ช่วงเดือนเมษา ใกล้เช็งเม้ง ไม่มีใครเขาไปรบ เทวดาไม่เป็นใจ ถือว่าฤกษ์ไม่งาม ยามไม่ดี บารมีไม่ถึง ความแตกเสียก่อน หม่าหยวนยี่ถูกจับไปประหารชีวิต ชนิดประจานกลางตลาด

ความตายของหม่าหยวนยี่ แทนที่จะเป็นการกำราบขบวนการโพกผ้าเหลือง กลับทำให้เกิดความโกรธแค้น และเป็นการจุดชนวนให้ลุกลามจนกลายเป็นจลาจลขยายไปทั่วประเทศ และมีผู้สนับสนุนเกิดขึ้นอีกมากมาย จนเกิดเป็นกองทัพใหญ่ สมกับเป็นโจรขบถ ต่อแผ่นดินนั่นเอง

ดวงดาวจรเคลื่อนคล้อยทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงกลายเป็นว่า
คือ ดาว ๗ ตรีโกณถึงดาว ๙ ที่โคจรขึ้นไปอยู่ราศีเมถุน และมีดาว ๘ เป็นสี่ ซึ่งหมายถึงการมีสมัครพรรคพวกมากมายเป็นกองทัพ ทั้งดาว ๗ ยังได้เกณฑ์กับดาว ๓ ที่อยู่ราศีมีน เท่ากับดาว ๗ อยู่ในเกณฑ์แปด หรือเกณฑ์มรณะ ของดาว ๓ ดังนั้น นอกจากดาว ๗ จะมีคุณภาพเป็นอุจจ์แล้ว ยังอยู่ในตำแหน่งที่เข้มแข็งที่สุดอีกด้วย ซ้ำยังอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันข้ามกับดาว ๕ ซึ่งนัยหนึ่ง ก็คือรัฐบาลนั่นเอง

ราชสำนักฮั่นมอบหมายให้ หวงฝู่ซง เป็นผู้อำนวยการปราบปรามโจรกบฏ โดยจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจขึ้น ๘ กรม ทำหน้าที่อารักขานครหลวงและปริมณฑล มีจูจุ้นเป็นผู้ช่วย และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ โฮจิ้น ซึ่งขณะนั้น คือผู้บัญชาการทหารสูงสุด และยังเป็นพี่ชายของโฮหองเฮา อีกด้วย

โจโฉ ในขณะนั้น รับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้า ทำหน้าที่สำคัญปราบกบฏเขตนครหลวงและปริมณฑล ความเที่ยงตรงและความสามารถของโจโฉ เปล่งประกายโดดเด่น มีผลงานจึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง “จี้หนาน”

ปีนี้ โจโฉอายุ ๒๙ ปี ความโดดเด่นของโจโฉ คือไม้พลองห้าสี ตีกระหน่ำผู้กระทำผิดทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
 
สามก๊ก,ประวัติศาสตร์จีน, ษณอนงค์, สวนท้อ, ฮวงจุ้ย,โหราศาสตร์
สาบานที่สวนท้อ "สามก๊ก"



ในตอนนั้น ก่อกำเนิดขุนพลคนสำคัญ ๓ คน สาบานเป็นพี่น้องกันในสวนท้อ คือ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย โปรดสังเกต ฤดูใบไม้ผลิ ดอกท้อถึงบาน เราจะสาบานรัก หรือ อะไรกับใครคิดหน่อยไหมว่า ควรเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะได้ยืนยาวนานสนิทแนบแน่น ตีไม่แตก แย่งไม่ได้ เหมือนสามพี่น้องนี่

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๑ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๑
โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

          ในศาสตร์ของฮวงจุ้ย ทำเลที่ให้อำนาจ คือการจัดโครงสร้างลักษณะให้ที่นั่งของฮ่องเต้หรือผู้มีอำนาจนั่งหลังอิงกำแพงในที่สูง เบื้องหน้าเป็นที่ลาดต่ำ ซ้ายและขวามีผู้พิทักษ์ “ขวา” คือ มังกรเขียว ฝ่ายหยาง หรือขุนนางฝ่ายบู๊ ในขณะที่ “ซ้าย” เป็นตำแหน่งเสือ ฝ่ายบุ๋น หรือฝ่ายหยิน คือ ขันที


เมื่อใดก็ตามที่ขันทีมีอำนาจมากกว่า จะมีลักษณะขันทีครองเมือง หมายถึง หยิน มีอำนาจมากกว่า หยาง บ้านเมืองก็จะเดือดร้อน และถ้าขันทีล้อมหน้าล้อมหลัง นั่งไม่ตรงตำแหน่ง ปะปนทั้งบุ๋นและบู๊ หยินก็ฆ่าหยางอีกเหมือนกัน



ในพระราชวังจะเต็มไปด้วยสนมนางใน มีขันทีเป็นผู้ดูแลรับใช้ใกล้ชิด และมีระดับขันทีที่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ฮองเฮา สนมนางในทั้งหมด จะมีตำแหน่งสูงสุด มีอำนาจและอิทธิพล เพราะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดของผู้มีอำนาจเหนือแผ่นดิน ถ้าฮ่องเต้อ่อนแอ จะถูกครอบงำโดยง่าย จะเกิดสภาวะหยินฆ่าหยาง คือ ทำลายขุนนางดีๆ ที่ทำให้บ้านเมืองเจริญอีกเหมือนกัน


แต่อ่านถึงตอนนี้ ก็เหมือนหยินครอบงำเราด้วย ขอไอ สักแค๊ก... แล้วเขียนต่อ ระบายหยิน


การใส่ร้ายป้ายสี เป็นลักษณะของหยินแรงประการหนึ่ง และเป็นเหตุของความเสื่อมทุกประการ


อาจารย์แอน,อ.แอน,ษณอนงค์, www.sana-anong.com, ajarn ann team,
สามก๊ก
ดวงชาตาของพระเจ้าเลนเต้ ถ้าผูกดวงประเทียบขึ้นมา คร่าวๆ ไม่ต้องเอาครบทุกดวง ตามพระลักษณะนิสัย ที่รักความสะดวกสบาย เป็นลักษณะของราศีที่มีลัคนาสถิตอยู่ในธาตุน้ำราศีกรกฏ ดาว ๖ กุม มีดาว ๒ เป็น ๕ แก่ลัคน์ ทำให้ขี้เกรงใจ จนเป็นลักษณะของความอ่อนแอและลังเล เป็นไปตามสภาพแวดล้อม ลัคนาต้องสถิตอยู่ในราศีธาตุน้ำ ดาว ๒ และตนุลัคน์ ดาว ๒ นี้ ต้องเป็นฝ่ายชมพูทวีป ธาตุน้ำอีก มีอยู่ราศีเดียว คือราศีพิจิกได้ตำแหน่งนิจ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจใดๆ และตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับ เข้าทำนองพินทุบาทว์ ดังนั้น พระเจ้าเลนเต้ คงประสูติวันจันทร์ อย่างแน่นอน


อันดวงชาตา ที่มีดาวศุภเคราะห์เกาะกุม และสัมพันธ์กับลัคนาอย่างนี้ จะเหมาะกับดวงสตรีมากกว่าดวงชาตาชาย พระเจ้าเลนเต้แม้ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจสตรี แต่เนื่องจากดาว ๒ เป็นนิจ ในราศีพิจิก จึงตกอยู่ในอำนาจของ สตรีไม่แท้ไป ก็ขันทีนั่นแหละ


ดาว ๑ คงจะเป็นนิจ ในราศีตุลย์ และพระเจ้าเลนเต้ คงจะเกิดในช่วงที่ ดาว ๑ ไม่สามารถให้พลังแสงสะท้อนสู่ดวงจันทร์เลย ดวงชาตาจึงไม่เข้มแข็ง


มีดาว ๕ กุมลัคนา มีสภาพเป็นอุจจ์ ทำให้เป็นกษัตริย์ แต่กุมลัคนาทำให้ไม่ฉลาด และถูกครอบงำโดยง่าย (ไหนว่า ๕ เป็นดาวแห่งสติปัญญา ทำไมถึงไม่ฉลาด ในเมื่อมีสภาพเป็นอุจจ์ด้วย)


โหราจารย์โบราณ ได้กล่าวถึงดาว ๕ กุมลัคน์ว่ามีข้อดีเหลือหลาย แต่...มักถูกหลอก และเสียรู้ง่าย ถ้าได้รับแสงจากดาวศุภเคราะห์ หรือไม่ก็มองคนในแง่ดี 


ดาว ๕ เป็นอุจจ์ ในเรือนของดาว ๒ และดาว ๒ ไปเป็นนิจด้วย ดาว ๕ ก็แทบจะหมดคุณภาพ เป็นอุจจ์หลอกตา แต่หามีอำนาจที่แท้จริงไม่

ดาว ๑ ที่เป็นนิจ ถ้าหากผู้นั้นมีตำแหน่งสูงจะถูกชิงอำนาจและไม่เป็นตัวของตัวเอง


ดาว ๔ ของพระเจ้าเลนเต้ น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไกลดาว ๑ และ ดาว ๖ แต่ก็ไม่น่าจะอยู่ตำแหน่งที่ดีเพราะดาว ๔ ถ้าเป็น ๖ เป็น ๘ และเป็น ๑๒ จากลัคนา บริวารมักนำเรื่องเดือดร้อนมาให้เสมอๆ


และดาว ๘ ในชาตาของพระเจ้าเลนเต้ คำนวณจากปีที่ครองราชย์ คือ พ.ศ. ๗๑๑ เมื่ออายุได้ ๑๒ ปีถอยหลังไปดาว ๘ จะอยู่ราศีพฤษภ เล็งดาว ๒


ดาว ๔ เสีย ดาว ๒ ถูกเบียน หมายถึง สติปัญญาทึบนั่นเอง


ย้อนมาที่ ดาว ๕ ที่กุมลัคน์ เมื่อไม่มีดาวสนับสนุนความเป็นอุจจ์ของตน เลยทำให้ดาว ๕ แสดงผลในความดื้อรั้นเชื่อในอำนาจของฮ่องเต้ จะเอาอะไรก็ได้ใครเตือนก็ไม่ฟัง เตือนเรื่องขันทีก็ไม่สบายใจ แล้วไม่กล้าจัดการหรือทำการสิ่งใด เพราะดาว ๕ ขาดองค์ประกอบสนับสนุน ให้มีความเป็นอุจจ์นั่นเอง


อาจารย์แอน,ษณอนงค์ คำแสนหวี,www.sana-anong.com,ajarn ann team
ดวงประเทียบ พระเจ้าเลนเต้
เป็นตัวอย่างให้เราเห็นว่า ดาวที่ได้ตำแหน่งนั้นถ้าจะแสดงคุณภาพอย่างสมบูรณ์นั้น ต้องมีดาวสนับสนุนด้วย



เกิดอาเพศมากมาย ในรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ ดาวพลูโต และดาว ๙ เป็นตัวบอกว่าจะได้ประสบกับเหตุการณ์ที่เหนือคำอธิบาย ดังนั้น ดวงชาตาของพระเจ้าเลนเต้ มีดาว ๙และ พลูโต อยู่กลางฟ้าที่ราศีเมษ อาเพศจึงมีผลกับพระองค์โดยตรง

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑/๔ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)


พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑/๔

โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)



        ในปี พ.ศ.๗๑๖ เป็นปีที่ “โลซก” เกิด บุคคลนี้เป็นผู้มีสติปัญญา เป็นคนมีน้ำใจและ
อ.แอน, อาจารย์แอน,ษณอนงค์, โหราศาสตร์ไทย,ฮวงจุ้ย,สามก๊ก
สามก๊ก โลซก
มองการณ์ไกล เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สามก๊ก มีดาวใหญ่ๆ ในดวงชาตาที่เกิดในปีนั้น ดังนี้ ๕ และดาว ๗ ที่กุมกันในราศีเมษ เป็นดาวพักร โลซกต้องเผชิญความขัดแย้งทางใจ หรือต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งตลอดชีวิต ๗ ที่เป็นนิจ ดาว ๕ ที่พักร มีความร้ายกาจไม่แพ้กัน ได้เกณฑ์กับดาว ๐ มี ๘ เล็ง โลซก มีดวงแรง และแข็งพอที่จะอยู่ท่ามกลางผู้ยิ่งใหญ่ และในประวัติศาสตร์ โลซกได้ดำรงตำแหน่งสูงสุด คือเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจเป็นอันดับสองรองจากซุนกวน แห่งง่อก๊ก แทนจิวยี่ ดาวใหญ่ที่สถิตอยู่ตามราศีนี้จากการคำนวณดวงดาวตามจริงที่เป็นอยู่

โลซกนี่น่าสงสารที่สุด ถูกขงเบ้งหลอกเล่นอยู่ประจำจนเสียเก็งจิ๋ว

ในปี พ.ศ.๗๑๗ เป็นปีที่โจโฉ เริ่มต้นรับราชการ ได้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารนครบาลแห่งนครลั่วหยาง เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ ๒๐ นับว่าเป็นหนุ่มที่สุด และรับราชการอย่างห้าวหาญ สร้างผลงานให้ปรากฏ วางกฎระเบียบ ห้ามผู้คนออกนอกเคหสถานยามวิกาล เพื่อลดอาชญากรรม สร้างความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง คนไหนฝ่าฝืนแม้จะเส้นใหญ่เพียงใด โจโฉ ก็จับตัวไปลงโทษ ไม่มียกเว้น

จูกัดกิ๋น พี่ชายของขงเบ้ง ก็เกิดในปีนี้ เมื่อโตขึ้น ก็ไปรับราชการอยู่กับซุนกวน ที่เมืองกังตั๋ง

ย้อนกล่าวถึง พระเจ้าเลนเต้ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่โอรสที่แท้จริงของกษัตริย์ เป็นลูกเลี้ยง ดังนั้นเนื้อแท้จึงขาดขัตติยะมานะ เป็นกษัตริย์ที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทั้งไม่ตั้งอยู่ในโบราณราชประเพณี ไม่คบหาบัณฑิต รักความสบาย ไม่สนใจทุกข์สุขของประชาชน คอยแต่จะหาความสุขสำราญส่วนตัว เชื่อฟังคนประจบสอพลอ ลักษณะอย่างนี้ เป็นสูตรสำเร็จของบุคคลที่มีดาวบาปเคราะห์เบียนลัคนาและราศีธาตุลมในชาตาแรง และเป็นสูตรสำเร็จของผู้ที่จะต้องเสื่อมด้วยประการทั้งปวง จนถึงความวิบัติในที่สุด

เมื่อไรก็ตาม คนที่เราคบหาสมาคมอยู่ใกล้ตัว เริ่มหันเหพฤติกรรม เข้าสู่สูตรสำเร็จดังกล่าว อย่าไปทายดวงให้เสียเวลา เราควรหาสาเหตุจากทำเลที่อยู่อาศัยว่าเป็นอย่างไร ถึงทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอย่างนี้ไปได้

ทำเลเมืองลกเอี๋ยง หรือ ลั่วหยาง ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเมืองที่งดงามด้วยแม่น้ำ ภูเขา และดอกไม้ แต่ว่า เป็นดอกไม้ท่ามกลางขุนศึก เลยถูกขยี้ง่าย แถมขันทีคือดอกไม้พลาสติก ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ ท้ายสุดเลยถูกทำลาย เหมือนขุนศึกทำลายสวน เพราะหยาบ และขันทีเด็ดดอกไม้ไม่เป็น ข้อสำคัญ ทำเลลั่วหยางเป็นทำเลผู้หญิง สังเกตดูว่า ลั่วหยางมีดอกโบตั๋นบานมากที่สุด จนได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติ
น้ำเยอะ ดอกไม้งาม เป็นธาตุไม้ ค่ะ

พระเจ้าเลนเต้ ทรงยกย่องขันทีให้มีอำนาจ ว่าราชการได้ตามชอบใจ เพราะถึงแม้พระองค์จะเป็นหนุ่มแล้ว แต่ขันทีก็ไม่คิดที่จะคืนอำนาจให้แต่อย่างใด คณะขันทีผู้สำเร็จมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ คน ต่างก็ไม่มีความซื่อตรงต่อหน้าที่ ทั้งรับสินบาทคาดสินบน เท็จเป็นจริง จริงเป็นเท็จ เหมือนเพศของตน เอาผิดเป็นชอบ เอาชอบเป็นผิด
“ขันที ไม่เคยเปลี่ยนแปลงทุกยุคทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน”


ขุนนางคนไหนเป็นขุนนางที่ดีมีความยุติธรรม ก็จะต้องถูกกลั่นแกล้ง ถูกถอด ถูกขับออกไป ราชการบ้านเมืองก็ผิดเพี้ยนผันแปรหมด คอรัปชั่น ก็เกิดขึ้นมากมาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกิดทุกเข็ญทั่วไป
sana-anong,ajarn ann team,อ.แอน,ษณอนงค์,โหราศาสตร์
ดวงประเทียบ โลซก