พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๙/๑ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

        ปรากฏว่าการแตกกันของลิฉุย กุยกี ตามแผนของเอียวปิวบานปลายกว่าที่คิด การแตกกันของสองเสือเปรียบเสมือน ดาวเสาร์และราหู เดินแยกออกจากกัน ความทะเยอทะยานของสองขุนพลก็ถึงที่สุด ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะแย่งเอาองค์พระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่กับตน เกิดการรบพุ่งอย่างรุนแรง เป็นสงครามกลางเมืองที่กระทบกระเทือนไปถึงอาณาประชาราษฎร์ให้ได้รับความเดือดร้อน คณะเสนาบดีที่มีความจงรักภักดีต้องอัญเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จหนีออกจากวัง มุ่งหน้าสู่เมืองลกเอี๋ยง ทั้งกลางวันและกลางคืน คณะเสนาบดีคนสำคัญมี ตังสิน เอียวหอง (คนละคนที่ตาย) และหันเซียม

พระเจ้าเหี้ยนเต้ มาถึงเมืองลกเอี๋ยงเวลาเช้า อาหารมื้อแรกที่เมืองหลวงเก่านี้ เตียวเอี๋ยน เป็นผู้นำมาถวาย ซึ่งถือเป็นจังหวะดีมาก พระเจ้าเหี้ยนเต้ถึงกับเลื่อนจากตำแหน่งเดิม เป็น ไตสูภาษาไทยเราแปลว่า ขุนนางผู้ใหญ่

ดวงชาตาใครก็ตาม ถ้าดาวมหาจักรเป็นวินาศ มักทำอะไรผิดจังหวะ แต่ถ้าดาวมหาจักรมีกำลังในดวง จังหวะชีวิตจะดีมาก จะถูกกันจับ "โจโรฤกษ์" เป็นพิเศษ

พระเจ้าเหี้ยนเต้ ได้ยกเข้าไปในเมืองลกเอี๋ยง แล้วทอดพระเนตรเห็นพระราชวัง ตำหนัก แลตึกที่อยู่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ เป็นซากเพลิงไหม้ทั้งเมือง ต้นไม้ใบหญ้าก็ขึ้นรกดังอยู่ป่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ คิดสงสารพระทัย ทรงพระกันแสงว่า


เมืองนี้ พระมหากษัตริย์สร้างไว้เป็นที่บรมสุขมาแต่ก่อน ครั้งนี้มาสูญเสียแล้ว

ขุนนางทั้งปวง จึงให้แผ้วทางแล้วให้ปลูกตำหนักข้างหน้า ข้างใน แลที่เสด็จออกริมพระที่นั่งใหญ่ซึ่งเพลิงไหม้นั้น แล้วเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้เสด็จขึ้นประทับ ขุนนางทั้งปวงเข้ามาเฝ้าตามธรรมเนียมและอาณาประชาราษฎร์ก็เข้าไปตั้งบ้าน เรือนอยู่ประมาณ ๕๐๐ หลังคาเรือน

ช่วงนั้นก็ไม่สบายนะคะ เกิดข้าวยากหมากแพงเพราะหายากเหลือเกิน ราษฎรทั้งปวงพากันอดอยาก ชวนกันไปขุดหญ้า และเปลือกไม้มากินต่างอาหาร ขุนนางผู้น้อยทั้งทหารกับราษฎร ก็เที่ยวซอกซอนเข้าไปเก็บผักหักฟืนในตึกแลช่องกุฎีคลังที่เพลิงไหม้แต่ก่อนนั้น ผนังตึกแลซุ้มประตูถล่มลงทับตายเป็นอันมาก

โปรดสังเกตว่า ดวงชาตาเสาหลักของบ้านเมือง คือ พระเจ้าเหี้ยนเต้ คงไม่ดีเท่าไร ขุนนางมีอำนาจอยู่ใกล้ตัวก่อการกบฏ ราษฎรที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ ลำบากยากแค้น บ้านเมืองแตกสลาย น้ำตาตกอยู่เป็นประจำ ดวงชาตาผู้เป็นเสาหลักไม่ดี บ้านเมืองต้องพลอยรับผลไปด้วย


ตอนนั้น เอียวปิว จอมวางแผนจนได้ดี เกิดจะคิดได้ว่า แผนของตนต่อไปนั้นยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ คือ ตนเองยังไม่ได้นำกระแสรับสั่ง ไปเชิญชวนโจโฉเข้ามา พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงทรงเร่งให้อัญเชิญพระอักษรที่ทรงไว้นานมาแล้ว ไปให้กับโจโฉ

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๘/๒ โดย อาจารย์ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

โดย อาจารย์ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

        ย้อนกลับมาทางบ้านกุยกี วันหนึ่งลิฉุยให้คนมาเชิญกุยกีไปกินโต๊ะ ภรรยากุยกีอ้อนวอนห้ามว่า
 
ซึ่งท่านจะไปเสพสุราบ้านลิฉุยนั้น ท่านกับลิฉุยแก่งแย่งกัน ต่างคนต่างก็ถือว่าตัวเป็นใหญ่ เกิดท่านเสพสุราเมา ลิฉุยเอายาพิษให้ท่านกิน ท่านก็จะถึงแก่ความตาย ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงจะบ่ายหน้าไปพึ่งผู้ใดได้

กุยกี ได้ฟังคำอ้อนวอนของภรรยา ก็ไม่ไป แสดงว่ามีเค้าให้หวาดระแวงกันมาก่อนจริงไหมคะ?

ฝ่ายลิฉุยคอยเพื่อนอยู่นานไม่เห็นกุยกีมา ด้วยความระลึกถึงเพื่อนให้ได้กินอาหารอร่อย จึงให้คนเอาโต๊ะไปให้ถึงบ้าน
ตอนนั้นกุยกี กำลังงีบตามประสาคนเริ่มจะมีอายุ
ภรรยาของกุยกีออกมารับโต๊ะไว้ แล้วลอบเอายาพิษใส่ลงไว้ในอาหาร
ครั้นกุยกีตื่นขึ้นมา คนใช้ก็นำอาหารมาบอกว่า ลิฉุยให้เอาโต๊ะนี้มาให้ท่าน
ภรรยากุยกีรีบห้ามปราม ของนี้ท่านอย่าเพิ่งกิน จงชันสูตรดูก่อนแล้วนางก็เอาอาหารโยนให้สุนัขกิน สุนัขก็ต้องตายในบัดดล เพราะยาพิษนั้น ภรรยากุยกีหามากับมือ
กุยกี ก็เริ่มแคลงใจลิฉุยตั้งแต่บัดนั้น

ต่อมาอีกไม่นาน ลิฉุย กุยกี เข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อกราบทูลข้อราชการตามปรกติ เมื่อออกจากเฝ้าแล้ว  ลิฉุย กุยกี ไปปรึกษาราชการต่อที่บ้าน แล้วก็จัดสุรา อาหารมาเลี้ยงกัน บังเอิญ ฟ้าดินเป็นใจ กุยกี กลับจากบ้านลิฉุยมาถึงบ้านตนก็ให้เกิดอาการปวดท้อง ภรรยาจึงถามว่า เมื่อเวลาออกจากเฝ้า ท่านไปไหน
กุยกี จึงบอกว่า ไปปรึกษาราชการกับลิฉุย ลิฉุยนั้นให้กินโต๊ะ

ภรรยากุยกีจึงเอาอาจม (คือของสกปรกนั่นแหละค่ะ) มาละลายน้ำกรอกกุยกีเข้าไป กุยกีก็อาเจียนออกมา ที่ปวดท้องก็คลาย คราวนี้กุยกีคิดโกรธแค้นลิฉุยจริง ๆ จัง ๆ ว่า

เสียแรงเราได้ร่วมคิด จะทำการใหญ่ด้วยกัน และลิฉุยมิได้ซื่อต่อเรา คิดร้ายเราก่อน เราจำจะคิดฆ่าเสียให้ได้
แล้วก็จัดทหารจะยกไปล้อมบ้านลิฉุย

นี่แค่ประโยคเดียวของภรรยาเอียวปิวมีผลขนาดนี้ แต่ก็ต้องนับถือความคิดของเอียวปิวที่สามารถมองเห็นจุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย ลงมือหนเดียวเห็นผลทันตา

กุยกีจัดทหารไปล้อมบ้านลิฉุย
ขณะนั้น มีผู้เอาเนื้อความมาบอกแก่ลิฉุยว่า กุยกีจะยกมาทำร้าย ลิฉุยจึงว่า เราหาความผิดมิได้ กุยกีบังอาจคิดจะมาทำร้ายแก่เรา เราจะละไว้มิได้ จำจะยกไปจับกุยกีฆ่าเสียให้ได้ก่อนแล้วจึงกะเกณฑ์ทหารยกไปพบกองทัพกุยกีมาริมทางกำแพงเมืองได้รบพุ่งกันเป็น สามารถ
ช่วงนี้ทหารทั้งสองฝ่ายต่างถือโอกาสช่วงชิงทรัพย์สินของประชาชน

ฝ่ายลิฉุย จึงให้ลิเซียมผู้หลานคุมทหารไปล้อมวัง เชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้และนางฮกเฮามเหสีขึ้นรถ แล้วต้อนขันทีและนางสนมทั้งปวงกับรถนั้นออกประตูเมือง กุยกีติดตามมาทันรบพุ่งกันบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก

ลิฉุย เชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับ ณ เมืองที่ตั๋งโต๊ะสร้าง กุยกีก็เผาเมืองจนหมดสิ้นเก็บเอาทรัพย์สมบัติไป

ความเสียหายครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก สุดที่เอียวปิวจะประเมินได้ ฝ่ายหนึ่งได้อำนาจของแผ่นดิน ฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์สินไป คือความยับเยินของแผ่นดินอย่างแท้จริง

อย่างน้อย สามก๊ก ตอนนี้ก็ให้ข้อคิดกับเราด้วยจริงไหมคะ

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่๘/๑ โดย อาจารย์ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่๘/๑
โดย อาจารย์ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

          ลิฉุย ... กุยกี ทรราชผู้มีอำนาจ ตั้งตนเป็นใหญ่ มิได้ตั้งอยู่ในความยุติธรรม จนพวกขุนนางทั้งหลายอยากจะเชิญโจโฉ ที่ตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่กุนจิ๋ว มาช่วยราชการในเมืองหลวงเต็มแก่ เพราะได้ข่าวว่ามีกำลังทหารเข้มแข็งที่สุดในหัวเมืองภาคตะวันออก

ขุนนางผู้ใหญ่นามว่า เอียวปิว ผู้อาสาพระเจ้าเหี้ยนเต้จะจัดการเรื่องทั้งหมด ซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้มอบหนังสือฝากเอียวปิวไว้ เมื่อมีเหตุจำเป็นก็ให้เรียกตัวโจโฉเข้ามา

แต่ระหว่างนี้เอียวปิวก็เริ่มแผนการ

ตามปรกติ ผู้ที่จะทำการใดๆ ได้สำเร็จ จะต้องมีดวงดาว และโยคเกณฑ์ที่สนับสนุน ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างกฎเกณฑ์โบราณ มาให้ดูเป็นตัวอย่างดังนี้

โดยปรกติ บุคคลที่เจ้าคิดเจ้าวางแผน หรือลอบก่อการ หรือทำการลับได้ดี ควรจะมีลัคนากำเนิดเกาะที่เพชฌฆาตฤกษ์ และมีข้อกำหนดอยู่ว่า
๑. ถ้า ดาว ๖ อยู่ตำแหน่งเสีย เช่น เป็นนิจ เป็นกาลกิณี หรือถูกดาวบาปเคราะห์เบียดเบียน มักจะเป็นคนลึกลับ มีลับลมคมใน หรือลอบทำร้าย ใช้ผู้อื่น
๒. ถ้าดาวอังคารให้โทษ อันนี้จะเปิดเผยหน่อย คือ ทำร้ายซึ่งหน้าเลย
๓. ถ้าดาวราหู ให้โทษ จะเป็นคนบุ่มบ่าม ใจร้าย ฮึดฮัด
๔. ถ้าดาวจันทร์ ให้โทษ จะเป็นคนแอบแฝง ไม่กล้าเผชิญหน้า หาพรรคพวก

และข้อสำคัญถ้ามีดาวมหาจักรคู่สมพลกุมลัคน์ หรือ ตนุลัคน์ ในราศีสิงห์ เมษ ธนู เรียกว่าได้เกณฑ์สีหราชเดโชชัย ทำการใด ๆ ก็สำเร็จ

เข้าใจว่า เอียวปิว และภรรยา คงมีเกณฑ์ที่น่าเกลียดอย่างนี้ในดวงชาตา ถึงทำการสำเร็จอันเป็นเรื่องใหญ่ที่เดียว ที่ทำให้สองขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แตกกันได้ เรื่องก็มีดังนี้

เอียวปิว เรียกภรรยาของตนเข้ามาสั่งการเป็นความลับ ซึ่งอาซ้อก็รับคำทำได้แน่นอน

ภรรยาเอียวปิวไปเยี่ยมคำนับภรรยาของกุยกี ซึ่งเข้าใจว่า คงจะคุ้นเคยกันอยู่ในฐานะภรรยาของขุนนางผู้ใหญ่ แล้วก็คุยกันตามภาษาคุณหญิง คุณนายว่า

ข้าพเจ้ารู้กิตติศัพท์ว่า กุยกีสามีท่านไปลอบรักใคร่ภรรยาลิฉุย เนื้อความทั้งนี้ถ้าลิฉุยรู้เห็นจะทำร้ายแก่กุยกี ท่านจงคิดอ่านห้ามปราบสามีท่านเสีย อย่าให้ทำการสืบไป ซึ่งข้าพเจ้าบอกท่านทั้งนี้ เพราะมีใจเอ็นดูท่าน

ภรรยากุยกีฟังก็ตกใจ

นี่ถ้าข้าพเจ้า ( คือ อาจารย์แอน ไม่ใช่ภรรยากุยกี) เป็นนักสร้างภาพยนตร์ ข้อความเพียงเท่านี้ก็จะจินตนาการต่อไปว่า ภรรยาของลิฉุย คงจะงดงามมาก และสามภรรยานี่คงจะเป็นเพื่อนกันมาก่อน ลิฉุยคงจะหล่อกว่าเพื่อน ทำให้ได้หญิงงามไปครอง และ กุยกี ก็คงจะเคยจีบภรรยาของลิฉุยมาก่อนแต่งงานกับคนปัจจุบัน ทำให้มีมูลที่จะหลอกกันได้ง่ายๆ เพราะมีใจอิจฉาหวาดระแวงกันอยู่แล้ว เรียกว่า ภรรยาของเอียวปิว ต้องรู้ตื้นลึกหนาบางมาก่อน ถึงวางแผนทีเดียวก็ประสบผล นี่สามารถสร้างหนังชุด ประมาณ ๒๐ ม้วนได้เลย

ตอนนั้น ภรรยาของกุยกี ตอบภรรยาของเอียวปิวว่า

กุยกี ไปหาลิฉุยเป็นอัตรา บางทีไปนอนค้างบ้าง เราคิดว่าเป็นเพื่อนราชการรักกันกับลิฉุย ซึ่งกุยกีไปทำการรักใคร่ภรรยาลิฉุยเรามิได้รู้ หากท่านมีน้ำใจเมตตาบอกมานั้น ขอบใจนัก แต่นี้เราจะห้ามมิให้กุยกีไป ณ บ้านลิฉุยเลย


ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ยุ่งละซี เพราะงานบ้าน งานเมืองไม่มีโอกาสปรึกษากัน แต่ภรรยาเอียวปิว ถือว่าทำงานสำเร็จแล้ว ก็รีบไปรายงานสามีตน