แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิวยี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิวยี่ แสดงบทความทั้งหมด

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๒/๑ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๑๒/๑

โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)


          เรื่องราวของสามก๊กตอนนี้ ขอเป็นการเปิดตัว ซุนเซ็กพี่ชายซุนกวน และ จิวยี่ที่จะมาขับเคี่ยวกับขงเบ้งในอนาคต แสดงให้เห็นอะไรบางอย่างก่อนที่จะตั้งตัวเป็นก๊กใหญ่ได้

www.sana-anong.com,ajarn ann team,เมืองลำหยง
เพิ่มคำอธิบายภาพ


ตอนนั้น ซุนเซ็กใช่ว่าจะมีเมืองของตนเอง อาศัยอยู่กับอ้วนสุด ณ เมืองลำหยง ซุนเซ็ก เป็นขุมพลคนหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้นสามารถตีเมืองโลกั๋งได้สำเร็จ ก็กลับมาที่เมืองลำหยง


ซุนเซ็กคนนี้ ไม่ใช่เป็นบ่าวแต่ดั้งเดิมของอ้วนสุด แต่เป็นบุตรของซุนเกี๋ยน ครั้นบิดาตายจึงยกมาอยู่เมืองกังหนำอยู่กับโตเกี๋ยม ซึ่งไม่เป็นสุข เป็นที่คับใจมากกว่า เพราะกังหนำตอนนั้นขึ้นกับเมืองชีจิ๋ว ซุนเซ็ก จึงพามารดากับครอบครัวไปไว้ตำบล ขยกโอ๋ใกล้เมืองตันเอี๋ยง ซึ่งที่นี่ต้องมีลักษณะชัยภูมิทำเลหรือเรียกได้ว่า ฮวงจุ้ยดีเพราะตั้งแต่ครอบครัวซุนเซ็กมาตั้งหลักปักฐานที่นี่ ก็มีแต่เจริญขึ้น แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามใหญ่หลวงอย่างไรก็ตาม ก็นำพาตระกูลนี้ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งสิ้น

น่าค้นหานะคะว่า เมือง ขยกโอ๋นี้ ปัจจุบันคือเมืองอะไร จะได้ไปตามดูทำเลให้รู้จริง จะได้มาปรับประยุกต์ใช้กับผู้ที่จะหาเสียงเลือกตั้งคราวหน้า
ซุนเซ็กวางครอบครัวไว้ในที่ๆ ปลอดภัย แล้วตนเองก็มารับราชการอยู่กับอ้วนสุด



อ้วนสุดตั้งซุนเซ็ก เป็น เก้าอุย นายทหาร ได้ใช้ให้ไปตีเมืองเก๋งกวน สำเร็จไปครั้งหนึ่ง ซ้ำไปตีเมืองโลกั๋งได้อีก จึงมีความชอบ แต่มิได้ให้บำเหน็จเพียงแต่ชวนกินโต๊ะจีนเท่านั้น ก็จบกัน คือ รบแทบตาย รางวัลคือ หนึ่งโต๊ะจีน ย่อมทำใหซุนซ็กน้อยใจเป็นธรรมดา



เมื่อซุนเซ็กกลับมาถึงบ้าน ก็นั่งเสียอกเสียใจน้ำตาตกอยู่ที่สวนดอกไม้ จูตี ซึ่งเป็นทหารเอกของบิดาเดินเข้ามาเห็นซุนเซ็กเสียใจกลับหัวเราะบอกว่า บิดาของท่านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ จะทำการสิ่งใด ก็ปรึกษาเราทุกครั้ง บัดนี้ท่านขัดเคืองสิ่งใด ถึงร้องไห้เสียอกเสียใจดังนี้


การปรึกษาผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่าตน แถมมีประวัติเป็นที่ปรึกษาของพ่อมาก่อน ย่อมจะได้อะไรดีๆ ซุนเซ็กคงมองเห็นข้อนี้ มีความรู้สึกคลายใจที่จะปรับทุกข์กับจูตี จึงเล่าความให้ฟังว่า ความชอบไม่มี ความดีไม่ปรากฏ อยู่ต่อไปก็ไม่เจริญก้าวหน้า ครั้นจะทำอย่างซุนเกี๋ยน ผู้เป็นบิดา แยกตัวไปสร้างเมือง กำลังก็น้อยเหลือเกิน



จูตีให้ข้อคิดว่า ตัวท่านเป็นคนมีตระกูล อย่ามัวมาร้องไห้อยู่เลย เหมือนมิใช่ชายชาติทหาร ให้คิดอ่านเข้าไปหาอ้วนสุดเลย แล้วขอทหารยกไปช่วยงอเก๋ง ผู้เป็นน้าชาย ที่อยู่เมืองตันเอี๋ยง เราก็จะมีกำลังมากขึ้น


ตอนนี้ ลิห้อม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของอ้วนสุดจะมาหาซุนเซ็ก แอบฟังได้ยินเนื้อความ จึงเดินเข้าไปขอร่วมด้วย บอกว่า ตนมีทหารที่มีฝีมืออยู่ ๑๐๐ คน กลัวแต่ว่า อ้วนสุดจะไม่อนุญาต



ถึงตอนนี้ ต้องหยุดคิดนิดหนึ่งว่า เหตุใดลิห้อม และทหารฝีมือดีๆ นี้ จึงอยากหนีตามคนอื่นไป โดยไม่อยากจะอยู่กับอ้วนสุด น่าคิดนะคะ


อ่านบทความสามก๊กย้อนหลัง เชิญอ่านได้ที่  


พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๒ โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

พิชัยสงครามกับสามก๊ก ตอนที่ ๒/๒
โดย อ.ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)

          ในปี พ.ศ. ๗๑๘ เล่าปี่ได้รับการอุปถัมภ์ให้เข้าเรียนหนังสือ มีกงซุนจ้านเป็นเพื่อนร่วมชั้น เล่าปี่ไม่สนใจการเรียนเท่าไร แต่กลับมีมิตรมากมาย อันนี้แหละเป็นคำตอบในภายหลังว่า ทำไมรบไม่เก่ง แต่มีคนมาช่วยเยอะแยะ เล่าปี่มีสหายทุกวรรณะ และมักชอบพูดถึงเรื่องการบ้านการเมือง แสดงความเห็นในทำนองที่อยากเข้าไปแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอยู่เสมอๆ 


ที่เล่ามานี่ไม่มีในสามก๊กฉบับไหน ตั้งแต่ของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) หรือฉบับของคุณสังข์ ข้าพเจ้าค้นเอาจากประวัติศาสตร์ และปี ค.ศ. ก็เทียบเป็น พ.ศ. เพื่อเอาเหตุก่อนเล่าเรื่องตามที่หลอกว้านจงเขียน


และปีนี้เป็นปีที่ ซุนเกี๋ยง ให้กำเนิดบุตรชาย นามว่า ซุนเซ็ก ซึ่งซุ่นเกี๋ยนรักบุตรชายคนนี้มาก ให้ติดตามตนเองออกรบตั้งแต่เล็ก จนฝีมือกล้าแข็ง เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น มีฉายาว่า เสี่ยวป้าหวางหรือ เจ้าพ่อน้อย


จิวยี่ ก็ถือกำเนิดในปีนี้เช่นกัน ต่อมาก็ได้เป็นเพื่อนรักกับซุนเซ็ก ถึงขนาดตายแทนกันได้ ทั้งยังเป็นคู่เขยกันเพราะทั้งสองหนุ่มต่างได้สองพี่น้องที่เลื่องลือกันถึงสุดยอดความงาม คือ นางไต้เกี้ยวและเสียวเกี้ยว หรือที่เรียกว่า นางสองเกี้ยว


จิวยี่ผู้นี้ ต่อมาเป็นกำลังที่สำคัญที่สุดของแคว้นกังตั๋ง เชี่ยวชาญการรบทางเรือ บิดาของจิวยี่เคยเป็นผู้ว่าราชการนครลั่วหยาง และเมื่อสภาวะแห่งสงครามเกิดขึ้น ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ได้อพยพครอบครัวลงมาทางใต้ และพบกับซุนเซ็ก จิวยี่อ่อนกว่าซุนเซ็ก เพียงเดือนเดียวเท่านั้น


นับวันแผ่นดินของพระเจ้าเลนเต้ก็ร้อนระอุ ในช่วงระยะ ๒-๓ ปี กำเนิดบุคคลสำคัญมีมาโดยลำดับ ได้แก่ ขงเบ้ง บังทอง ม้าเฉียว ซุนกวน ลกซุน


จนลุศักราช พ.ศ.๗๒๗ เกิดเหตุการณ์จลาจลที่เรียกว่า หวงจินเจ่ย... คือ โจรโพกผ้าเหลืองหลังเทศกาลตรุษจีน มีชายคนหนึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษ ซ่องสุมผู้คนคิดการใหญ่ อ้างตนเป็นเทวดามาปราบยุคเข็ญ


เตียวก๊ก เป็นบัณฑิตตกงาน พอดีช่วงนั้นเกิดโรคระบาดที่เมืองลกกุ๋น ผู้คนป่วยไข้ล้มตายกันมาก เมื่อเตียวก๊กเขียนยันต์ไปแจกตามบ้าน ความไข้ก็ทุเลาลง ตั้งแต่นั้นมาเตียวก๊ก ก็เป็นที่พึ่งของประชาชน ต่างก็ตั้งชื่อเตียวก๊กไว้บูชาทุกบ้าน


เตียวก๊ก ตั้งตนเป็นผู้นำประชาชนต่อต้านการปกครอง เห็นประชาชนพากันเลื่อมใสกันมากมาย จึงรวบรวมกำลังได้ถึง ๘ หัวเมือง มีน้องชายเป็นผู้ช่วยสองคน คือ เตียวเลี้ยง และเตียวป้อ ซึ่งถ้าเป็นภาษาจีนกลาง บุคคลทั้งหมดนี้ใช่แซ่จาง


ครั้งนั้น เตียวก๊กหรือจางเจี่ยว ผู้นี้ประกาศว่าแผ่นดินจะผันแปร แล้วจะมีผู้มีบุญมาครองแผ่นดิน เพื่อขจัดทุกข์เข็ญให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แถมให้ชาวบ้านเขียนคำขวัญไว้ที่ประตูว่า ตรุษจีนปีชวดนี้แหละ บ้านเมืองจะสงบสุข 


ถ้าเทียบสี่ฤดูกาล นับแต่ยุคชุนชิวมา ตามหลักของการทำสงครามของ เจียงไท่กง จะรบชนะ ต้องเริ่มทำนาเพาะปลูก ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ หรือหลังตรุษจีน โจรโพกผ้าเหลือง ปฏิบัติตามตำราเป๊ะ ถึงปราบยากปราบเย็น


จางเจี่ยวประกาศแข็งเมือง ตั้งตนเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ จางเหลียงเป็นเจ้ามนุษย์ จางเป่าเป็นเจ้าแผ่นดิน คือครบหมดสามโลกเลย กำลังพลของจางเจี่ยว หรือเตียวก๊ก ล้วนโพกผ้าเหลืองเป็นเครื่องหมาย
อาจารย์แอน, ษณอนงค์, ajarn ann team, www.sana-anong.com
สามก๊ก



ถ้าดูตามดวงจีน จะมีคำว่า เทียน แปลว่าสวรรค์ ตี่ คือ ดิน และ นั๊ง คือมนุษย์ คือ ได้ตำรามาจากนักพรต ว่าด้วย ซำง๊วง เห็นได้ชัดว่าใช้หลักของวิชาภูมิพยากรณ์ ทั้งการบริหาร และจัดทัพ เมื่อบวกกับความละเอียดของดวงไทยที่ให้จังหวะโอกาสที่เหมาะสม โจรโพกผ้าเหลืองก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว